วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

6 สิ่งที่ไม่ดูแลไม่ได้แล้ว

           ขึ้นชื่อว่าว่าเป็นอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ที่เราใช้บ่อยๆแล้ว ย่อมมีเชื้อโรคติดอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งต่างๆ 6 ชนิดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เรียกได้ว่าเป็นตัวเพาะเชื้อโรคชั้นดี ไปดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

1. คอมพิวเตอร์ส่วนรวม
ศ.ดร. Charles Gerba ผู้เชี่ยวชาญจุลชีวิวิทยาจากมหาวิทยาลัย Arizona กล่าวว่าสิ่งต่างๆที่เราใช้มือและนิ้วสัมผัสโดยตรงมีแนวโน้มที่จะสัมผัส เชื้อโรค เช่นการสัมผัสเม้าส์และคีบอร์ด จากนั้นใช้นิ้วสัมผัสอวัยวะในร่างกายเราเช่นตา จมูก หรือปาก สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดโรคทั้งนั้น ทางที่ดีควรเช็ดอุปกรณ์เหล่านี้ด้วยแอลกอฮอล์บ่อยๆนะครับ

2. ที่เปิดตู้เย็น
ตู้เย็น ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือ ที่ทำงานต่างก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งนั้น เนื่องจากที่เปิดตู้เย็นมักมีเศษอาหารติด แบคทีเรียและไวรัสจึงเกิดการสะสมเพิ่มขึ้น พยายามใช้สเปรย์ฆ่าเชื้อโรคอาทิตย์ละครั้งนะครับ หลังจากฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อ ให้เช็ดโดยผ้าโดยเฉพาะตามซอกเล็กๆบริเวณที่เปิดตู้เย็นนั้นเพื่อป้องกันการ แพร่เชื้อนะครับ

3. ในรถยนต์
ใช้สเปรย์ฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดบริเวณแผงหน้าปัดรถยนต์สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่ที่สะสมเชื้อโรคเพราะมีฮีทเตอร์และแอร์เป็นตัวกระจาย เชื้อโรค นอกจากนั้นแล้วี่วางแก้วก็ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีอีกด้วยเพราะมีเศษ อาหารที่มองไม่เห็นติดอยู่ หากภายในรถมีที่นั่งเด็กด้วย ก็อย่าลืมทำความสะอาดนะครับ เพราะเด็กย่อมไวต่อเชื้อโรค

4. รีโมท คอนโทรล
ดร. Gerba กล่าวว่าเจ้ารีโมทนี่แหละเป็นที่สะสมเชื้อโรคโดยเฉพาะในโรงแรม หรือแม้แต่ในบ้านของคุณเอง รีโมทเรียกได้ว่าเป็นตัวเพาะเชื้อชั้นดีเลยล่ะครับเพราะหลายคนต้องสัมผัส แม้แต่เวลากินข้าวซึ่งนำไปสู่การแพร่เชื้อแบคทีเรียและไวรัส พยายมทำความสะอาดด้วยอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์และแอลกอฮอล์อาทิตย์ละครั้งนะ ครับ

5. กระเป๋าสะพายข้างของคุณผู้หญิง
ไม่ว่าคุณจะสัมผัสบริเวณถือหรือสายสะพาย แต่หลังจากที่คุณได้ไปสัมผัสสถานที่ต่างๆเช่นห้องน้ำ เค้าเตอร์ แล้วมาจับกระเป๋า ก็จะก็ให้เกิดเชื้อโรคขึ้นได้ง่าย หลังจากที่ถึงบ้านแล้ว พยายามสเปรย์ทำความสะอาดกระเป๋าและเช็ดตามด้วยผ้าบางๆนะครับ

6. โทรศัพท์มือถือ
มาถึงอย่างสุดท้ายแล้วนะครับ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เราต้องหยิบจับอยู่ทุกวันและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลยล่ะ
อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ไม่ควรประมาทนะครับ รู้อย่างงี้แล้วก็ควรจะระวังไว้นะครับ เพื่อป้องกันอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ

Source: http://www.womenshealthmag.com/

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

7 เทคนิคคลายเครียดจากการทำงาน

          การมุ่งมั่นตั้งใจทำงานถือเป็นสิ่งดีที่ทุกคนควรทำ แต่ถ้าทำแล้วเกิดความเครียดจนเกินไปก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร และเมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น นอกจากจะไม่ได้งานแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพของ คุณอีกด้วย อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ความสุขลดน้อยลง ฉะนั้นการผ่อนคลายความเครียดเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะทำให้สุขภาพจิตดี และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคุณให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วย อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าวิธีคลายเครียดทำได้อย่างไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปปฏิบัติกันเลย

1. การปรับเปลี่ยนความคิด ความเครียดส่วนหนึ่งมาจากความคิดของคนเรานั่นเอง ถ้ารู้สึกว่าตัวเองคิดมากคิดสับสนวนเวียนหาทางออกไม่ได้ ควรหยุดคิดสักพักเปลี่ยนอิริยาบถไปทำอย่างอื่นก่อน เมื่อรู้สึกดีขึ้น ค่อยกลับมาคิดใหม่ เช่น คิดอย่างใช้เหตุผล คิดหลายๆ แง่มุม ลองคิดอย่างที่คนอื่นเขาคิด คิดเรื่องดีๆ และคิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าเอาแต่หมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป การคิดแบบใหม่ๆ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และหายเครียดได้

2. การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ทำได้โดยการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอว่า ‘เราต้องทำได้’ ต้องเข้าใจชีวิต ให้ถ่องแท้ว่าไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรยั่งยืนจะได้ไม่ยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ และต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่ติดอยู่กับอดีตหรือวิตกกังวลกับอนาคตให้มากเกินไป อย่าลืมที่จะสร้างความอบอุ่นในครอบครัวจะเป็นกำลังใจช่วยให้เราต่อสู้กับ ปัญหาและอุปสรรคได้อย่างดีที่สุด

3.การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม ควรฝึกควบคุมอารมณ์ คิดก่อนทำ และทำอย่างเหมาะสมจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ และไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมา เมื่ออารมณ์ดี ควรยิ้มแย้มทักทาย พูดเล่น ฮัมเพลง จะทำให้ผู้ใกล้ชิดรู้สึกดีตามไปด้วย เมื่ออารมณ์ไม่ดี อย่าเพิ่งพูดหรือทำอะไรลงไป ให้หลบออกจากสถานการณ์สักพัก หายใจเข้าออกช้าๆ สัก 4-5 ครั้ง หรือนับ 1-10 ในใจ พยายามคิดถึงผลเสียที่จะเกิดตามมา จะทำให้ มีสติและแสดงออกได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ดีขึ้นและเครียดน้อยลง

4.การพักผ่อนหย่อนใจ หลังเลิกงานแล้วควรจะได้พักผ่อนบ้างเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ทำให้พร้อมที่จะกลับไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งหนึ่ง กิจกรรมการพักก็มีให้เลือกอยู่มากมาย ควรเลือกที่ตรงข้ามกับงานประจำ เช่นงานประจำต้องนั่งโต๊ะทั้งวัน ยามว่างควรทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือถ้างานประจำต้องให้บริการผู้อื่น ยามว่างควรไปให้ผู้อื่นบริการบ้าง เพื่อให้ชีวิตสมดุลและผ่อนคลาย

5.การบริหารเวลา ควรทบทวนดูว่าในแต่ละวันได้ใช้เวลาไปกับเรื่องใดบ้าง เสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องมากน้อยแค่ไหน จากนั้นจัดแบ่งเวลาเสียใหม่ รีบทำงานสำคัญและเร่งด่วนให้เสร็จก่อน แล้วจึงทำงานอื่นภายหลัง ลดการคุยเล่น เดินไปเดินมา กินขนม ฯลฯ ให้น้อยลงก็จะประหยัดเวลาและได้งานมากขึ้น หากบริหารเวลาอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเวลาเหลือเพียงพอสำหรับการพักผ่อนส่วนตัว และมีเวลาให้ครอบครัวอย่างเพียงพอ ทำให้ความเครียดน้อยลง

6.การพูดอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ควรหมั่นพูดคำว่าสวัสดี, ไม่เป็นไร, ขอโทษ และขอบคุณให้ติดปาก เพราะจะแสดงถึงความมีมารยาท มีน้ำใจ ให้อภัย และรู้คุณค่าการกระทำของ ผู้อื่น เป็นเสน่ห์แก่ผู้พูดและผู้ฟังก็สบายใจด้วย ควรหมั่นพูดชมเชย ให้กำลังใจ ไต่ถามทุกข์สุข ประสานความเข้าใจกัน บางเรื่องไม่ควรพูดก็อย่าพูดจะช่วยตัดปัญหาและลดความเครียดลงได้มาก

7.การแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี ถ้าแก้ปัญหาอย่างใช้อารมณ์ไม่มีเหตุผลจะทำให้เครียดมาก เพราะบางทีปัญหาเก่าก็ยังแก้ไม่ได้แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก ควรเริ่มต้นแก้ปัญหาที่สาเหตุแล้วแก้ตรงนั้น ถ้าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ตัวเราด้วย ถ้าคิดแก้ปัญหาเองไม่ได้ ก็ไม่ควรอายหรือกลัวว่าจะเสียหน้าที่จะปรึกษาหารือและขอความช่วยเหลือจากผู้ อื่น เมื่อรู้วิธีแก้ไขปัญหาแล้วก็ควรลงมือทำทันที เมื่อแก้ปัญหาได้สำเร็จ ก็จะหายเครียดไปเอง

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

7 วัน 7 วิธี เคล็ดลับสุขภาพดี รับปี 2558

          เริ่มต้นปีใหม่กันอีกแล้ว นอกจากการเฉลิมฉลองในเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ การดูแลสุขภาพร่าง กายให้ดี ให้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ยังถือเป็นกุญแจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข ตลอดปี - ตลอดไปอีกด้วย สำหรับคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองมาตลอดก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่คนที่ยังละเลยไม่เคยดูแลตัวเองเลย เริ่มต้นใหม่ในปีนี้ยังไม่สาย ว่าแต่จะเริ่มกันยังไงดีล่ะ?
เคล็ดลับ 7 ข้อ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ถ้าคุณทำได้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนคุณให้สุขภาพดีได้แน่ๆ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1) ทานอาหารอย่างเหมาะสม ทานให้ตรงเวลาครบ 3 มื้อ โดยเฉพาะในมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่าลืมเด็ดขาด แล้วไปลดมื้อเย็นให้ท้องเบาสบาย ไม่ทานอาหารเย็นในช่วงดึกดื่น ที่สำคัญ ในแต่ละมื้อควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม อย่าลืมเสริมผัก ผลไม้ให้ได้เกลือแร่และวิตามินครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ตรงเวลา โรคกระเพาะจะได้ไม่ถามหา นอกจากนี้การปล่อยให้ตัวเองหิวจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา หรือที่เรียกว่าโมโหหิว เราจึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างนานและควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 3 มื้อในปริมาณที่พอเหมาะ
สำหรับการทานอาหารเสริมควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ต้องเน้นให้ครบทุกหมู่ ผู้ปกครองควรพิจารณางดของขบเคี้ยว อาหารจังก์ฟู้ดส์ ขนมหวาน อาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพราะในปัจจุบันมีข้อมูลว่าเด็กเป็นโรคอ้วนซึ่งนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ตามมาได้ง่าย ในวัยกลางคน หรือ ผู้สูงอายุ เน้นอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เพิ่มแคลเซียมจากการดื่มนม (ในรายที่แพ้นมวัวแนะนำให้เลือกดื่มนมถั่วเหลือง) ควบคู่ไปกับการทานอาหารหลากหลายที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ รวมถึงเต้าหู้ก้อน ผักใบเขียว ถั่วงา ช่วยเสริมความแกร่งให้กับกระดูกจะได้แข็งแรงอยู่คู่ร่างกายของเราไปอีกนานๆ

2) อย่าลืมดื่มน้ำให้พอ การดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ โดยเฉลี่ยประมาณ 8 แก้ว / วัน จะช่วยให้การเผาผลาญ การไหลเวียนของเลือดซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น กระตุ้นการทำงานของหัวใจและระบบไตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ปริมาณไขมันในร่างกายลดลง เป็นการลดความอ้วนโดยไม่เสียสตางค์ การดื่มน้ำที่เพียงพอยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้มีความสดใสจากภายในสู่ภายนอกเหมาะกับคนที่รักสุขภาพอย่างมาก

3) ฟิตแอนด์เฟิร์ม อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที นอกจากผลที่ได้ทันทีคือความกระปรี้กระเปร่า สดใส แล้ว การออกกำลังกายในระยะยาว ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ แถมยังช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีควรใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างน้อย 1 ใน 6 ส่วนของร่างกาย กีฬาที่แนะนำสำหรับเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อสำหรับสาวๆ ออฟฟิศ เช่น พิลาทิส โยคะ เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือฟิตเนส เป็นต้น ส่วนหนุ่มๆ นอกจากกีฬาหนักๆ ที่ชื่นชอบแล้วการเล่นฟิตเนส การวิ่ง และว่ายน้ำ ยังเป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำให้รูปร่างสมาร์ท ดูดี ไม่แก่เร็ว

4) พักผ่อนให้เพียงพอ คนทำงานมักเลือกการแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนๆ เป็นการผ่อนคลาย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ง่ายๆ เหตุนี้ จึงควรหาเวลานอนหลับพักร่างกายอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณเริ่มต้นวันใหม่อย่างแจ่มใส หรืออาจหาเวลาท่องเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุด ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ให้ร่างกายพร้อมกลับมาลุยงานได้อย่างเต็มที่

5) ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ บางครั้งก็ห้ามกันไม่ได้ สำหรับพฤติกรรมที่ถือเป็นไลฟ์สไตล์ของคนทำงาน แต่คุณอาจจัดสรรเวลาเพื่อสุขภาพได้หากไม่เลิกก็ควร ลด ละ เหล้า บุหรี่ ลงบ้าง เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่าพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพนั้นไม่ดีแน่นอนเพราะมันเป็นเหมือนการ เติมสารพิษให้ร่างกาย ถ้าใครมีต้นทุนสุขภาพที่ดีก็ดีไป แต่หากใครมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง เมื่อเติมสารพิษเข้าไปย่อมทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งปอด รวมทั้งโรคอื่นๆ

6) สุขภาพจิตก็สำคัญ นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมทำให้ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้ด้วย รู้แบบนี้หาเวลาดีท็อกซ์ความเครียดจากการออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ท่องเที่ยว ฯลฯ ที่สำคัญหาเวลาปฏิบัติธรรม อ่านหนังสือธรรมะ ทำจิตใจให้แจ่มใส นั่งสมาธิ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ตลอดปี

7) แบ่งเวลาให้ครอบครัว อย่าคร่ำเคร่งกับงานจนลืมใส่ใจคนที่เรารัก ทั้งพ่อ แม่ ญาติสนิทมิตรสหาย และคนรู้ใจ เพราะความสุขส่วนหนึ่งมาจากจุดเล็กๆ เหล่านี้ นอกจากงานคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน ยังเพลิดเพลินไปกับโลกโซเชียลจนเกินพอดี ด้วยเหตุนี้ อย่ามัวเพลิดเพลินกับโลกเสมือนเหล่านี้จนลืมคนที่คุณรักไปล่ะ

เป็น 7 วิธีที่จะเปลี่ยนให้คุณสุขภาพดีในปีแพะ