วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 ของขวัญปีใหม่สุดโดนใจ ที่คนพิเศษเห็นแล้วต้องปลื้ม !

5 ของขวัญปีใหม่สุดโดนใจ ที่คนพิเศษเห็นแล้วต้องปลื้ม !

5 ของขวัญปีใหม่สุดโดนใจ ที่คนพิเศษเห็นแล้วต้องปลื้ม !

ใกล้ถึงช่วงปีใหม่กันแล้ว หลายคนคงเริ่มเตรียมหาของขวัญคนพิเศษ ซึงหากคุณยังไม่รู้ว่าจะเลือกของขวัญอะไรให้โดนใจคนรักล่ะก็ เรามี 5 ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดมาแนะนำกัน ที่รับรองว่าคนรักของคุณจะต้องรู้สึกปลื้มใจกับของขวัญที่คุณมอบให้อย่างแน่นอน ว่าแต่จะมีของขวัญอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

1.ช็อกโกแลต
ช็อกโกแลต เป็นอีกหนึ่งของขวัญปีใหม่ที่ไม่มีวันตาย เพราะไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย หรือในวันสำคัญอะไร ช็อกโกแลตก็เป็นของขวัญที่คู่รักนิยมมอบให้กันมากที่สุด แถมยังมีความหมายดีๆ และช่วยเติมเต็มความรักให้เบ่งบานยิ่งขึ้นอีกด้วย สำหรับใครที่พอจะมีฝีมือในการทำขนมอยู่บ้าง ก็อาจแสดงฝีมือทำช็อกโกแลตสุดอร่อยด้วยตัวเองก็ได้ รับรองว่าโดนใจคนรักแน่นอน

2.แหวนเพชร
สำหรับคนที่มีงบสักหน่อย ก็เลือกซื้อแหวนเพชร เป็นของขวัญเพื่อคนพิเศษเลย ไม่จำเป็นต้องแพงมาก แค่มีความสวยงามและเข้ากับนิ้วมือของเธอพอดี ก็จะทำให้เธอรู้สึกประทับใจไม่น้อยเลยล่ะ

3.น้ำหอม
ไม่ว่าผู้หญิงหรือ ผู้ชาย ก็ล้วนชอบน้ำหอมกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น น้ำหอมจึงเป็นของขวัญอีกสิ่งหนึ่งที่เหมาะจะมอบให้เป็นของขวัญสุดพิเศษในวัน ปีใหม่เช่นกัน โดยเลือกกลิ่นที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเขาสักนิด หรืออาจจะลองสังเกตดูว่าเขาชอบใช้น้ำหอมกลิ่นไหนมากเป็นพิเศษ เพื่อจะได้เลือกซื้อน้ำหอมที่มีกลิ่นโดนใจคนรักที่สุดนั่นเอง

4.ผ้าพันคอถักเอง
ปีใหม่เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวจัด ผ้าพันคอจึงเป็นของขวัญสุดพิเศษที่เหมาะจะมอบให้กับคนรักเป็นอย่างมาก แต่เพื่อให้เกิดความโรแมนติกและมีความประทับใจยิ่งขึ้น แนะนำให้ถักผ้าพันคอด้วยตัวเองจะดีกว่า แม้ว่าจะไม่สวยเนี๊ยบเหมือนสินค้าที่ซื้อมา แต่ด้วยความตั้งใจในการถักของคุณ ก็เอาใจคนรักไปเต็มร้อยเลยทีเดียว

5.แพ็กเกจทัวร์สุดคุ้ม
การให้ของขวัญแบบเดิมๆ มันน่าเบื่อเกินไป ปีนี้เปลี่ยนของขวัญเพื่อคนพิเศษ มาเป็นแพ็กเกจทัวร์สุดคุ้มกันดีกว่า ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแล้ว ก็ยังเป็นการเที่ยวเพื่อความผ่อนคลายต้อนรับปีใหม่อีกด้วย

และนี่ก็คือ 5 ของ ขวัญสุดพิเศษในปีใหม่ที่จะถึงนี้ ซึ่งหากใครกำลังมองหาของขวัญที่โดนใจคนรักอยู่ล่ะก็ ลองเลือกเป็นของขวัญเหล่านี้ดูสิ ส่วนของขวัญแบบเดิมๆ เช่น นาฬิกา ตุ๊กตาขนฟูฟ่องหรือกรอบรูปสุดเก๋ โยนทิ้งไปได้เลย เพราะนั่นน่ะถือเป็นของขวัญยอดแย่ในปีใหม่นี้เชียวล่ะ

อาการปวดหลัง เพราะขับรถ


อาการปวดหลัง เพราะขับรถ

นิตยสาร Woman Plus
สนับสนุนเนื้อหา
หลายคนคงเป็นเหมือนกัน นั่นก็คืออาการปวดหลังจากการขับรถ เพราะสมัยนี้รถบนท้องถนนก็มากขึ้น ทำให้ช่วงเวลาที่เราต้องขับรถเดินทางทั้งไปและกลับบ้านนั้น ยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีความรู้สึกปวดหลังขึ้นมา หรืออาจจะเป็นอาการปวดจากการขับรถทางไกลไปต่างจังหวัด เราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร...

1. ไม่ควรให้ร่างกายค้างอยู่ท่าเดียวนานๆ เพราะจะทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมา หรือหากจำเป็นต้องอยู่ท่าเดิมนานๆ นั้นควรจะอยู่ในท่าที่เรารู้สึกสบาย
2. ไม่ควรให้หลังของเรานั้น อยู่ในท่าโค้งหรือมีการบิดตัว เพราะท่าแบบนี้ กล้ามเนื้อและเอ็นด้านหลังจะถูกยืดนานๆ หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีแรงกดมากกว่าในท่านั่งหลังตรงหรือท่ายืนตรง เพราะฉะนั้นการนั่งควรยืดหลังให้ตรง
3. สำหรับคอ ไม่ควรก้มหรือเงยมากเกินไป เพราะจะทำให้ส่วนบ่าและไหล่ ทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปถึงอาการปวด
4. ควรพักผ่อนสายตาเมื่อรู้สึกอ่อนล้าและลดอาการเครียด เนื่องจากความเมื่อยล้าของสายและความเครียดนั้นมีผลต่ออาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
การปรับเบาะขณะขับรถควรปรับให้เหมาะสมและตรวจดูความเหมาะสมของอุปกรณ์เหล่านี้ ทุกครั้งก่อนขับรถ โดยอาศัยหลักการดังต่อไปนี้

1. ปรับระยะนั่งใกล้-ไกล
โดย ให้ขาเหยียบคันเร่งพอดีและสามารถขยับเท้ามาเหยียบเบรกได้ง่ายและรวดเร็ว และระยะห่างนี้ต้องไม่ทำให้เข่าและสะโพกงอมากนัก เพราะการงอมากของเข่าและสะโพกจะทำให้กระดูกข้อเท้าลำบากทำให้ต้องยกขาเมื่อ ต้องขยับเท้าไปมา ขณะเดียวกันการเหยียดขามากไปจะทำให้ตัวและขาอยู่ในรูปคล้ายตัวแอล ซึ่งมีผลต่อการเหยียบเบรกและคันเร่งเช่นกัน คือแรงจะลดลง เพราะสามารถใช้ปลายเท้าเหยียบได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แรงจากเข่าและสะโพกได้ ร่างกายที่อยู่ในรูปตัวแอล จะมีผลทำให้หลังส่วนล่างโค้งมาก และเส้นประสาทสันหลังและขาตึงตัวมาก จะมีผลเสียคือ กล้ามเนื้อล้าง่าย ด้านหน้าของหมอนรองกระดูกมีแรงกดมากทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาสปลิ้นไปด้าน หลังสูง ท่านั่งนี้จึงทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่าย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงท่านั่งนี้ ที่เราอาจพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้เก๋งเตี้ยๆ
2. การปรับความเอียงของเบาะพิงหลัง
จะมีความ สัมพันธ์กับการปรับใกล้ไกล มุมการมอง และการจับพวงมาลัย คือเมื่อปรับขาให้พอดี ตัวอาจจะห่างไป ทำให้ต้องปรับเบาะพิงชันขึ้นมา แต่การปรับเบาะชันขึ้นมาอาจมีผลทำให้หลังและขาเป็นรูปคล้ายตัวแอลดังข้อ 1 แต่ก็มีข้อดีเมื่อตัวตั้งตรงคือ ทำให้ไม่ต้องงอคอมากนัก บ่าและคอจึงไม่เมื่อย ดังนั้นความเอียงของเบาะควรอยู่ในระดับที่เมื่อขับรถแล้ว ไม่มีความรู้สึกว่าต้องใช้แรงในการยกคอและศีรษะขึ้นมาตั้งตรง
3. ปรับการเอียงของเบาะนั่ง
มีความจำเป็นอีกเช่นกัน เพราะหากเบาะนั่งให้มีการชันตัวมาก จะมีผลทำให้เกิดการกดของด้านหน้าของเบาะต่อด้านหลังเข่าของผู้ขับขี่ ซึ่งด้านหลังเข่านี้ มีหลอดเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก หากมีการกดทับจะทำให้เกิดอาการชา และอ่อนแรงของขาได้ ดังนั้นควรปรับให้เบาะด้านหน้าสูงพอที่ระรับน้ำหนักขาได้ โดยที่ขาไม่ลอยสูงจากเบาะ แบบลักษณะเข่าชัน และเมื่อขับรถและมีการกดคันเร่งค้างนานๆ ด้านหน้าของเบาะต้องไม่กดหลังเข่า
4. ปรับความสูงต่ำของเบาะ
โดย เฉพาะรถใหม่ๆ มักจะสามารถปรับได้ หลายๆ คนอาจมองว่าไม่เกิดประโยชน์ เพราะตัวสูงอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ตัวสูงก็ต้องใช้ เพราะถ้าเบาะเตี้ยจะทำให้ต้องปรับเบาะรถห่างจากพวงมาลัยมากขึ้นส่งผลต่อการ งอของหลัง การปรับเบาะรถให้สูงขึ้นจะมีผลทำให้ท่านั่งขับรถคล้ายกับการนั่งเก้าอี้มาก ขึ้น ดังเห็นได้จากรถตู้หรือรถ MPV ที่มักต้องนั่งขับในท่าหลังตรงๆ และแน่นอนท่านี้ศีรษะและคอก็จะอยู่ในแนวตรง ไม่จำเป็นต้องงอคอขึ้นมา และในผู้ที่ตัวไม่สูง ก็สามารถ ปรับความสูงของเบาะเพื่อให้เหยียบถนัดขึ้น
5. ปรับมุมของพวงมาลัย จะขึ้นอยู่กับการปรับเบาะต่างๆ ด้วย
ให้ ปรับทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยมาปรับพวงมาลัย แต่ถ้าปรับพวงมาลัยสุดแล้วยังรู้สึกไม่พอดี ต้องปรับจากข้อ 1 ถึง 4 ใหม่อีกครั้ง ตำแหน่งและระยะการจับพวงมาลัยมีความสำคัญมาก เพราะมีผลต่อการควบคุม พวงมาลัยของรถทำให้บังคับรถได้ง่ายหรือยากได้ ระยะและระดับที่เหมาะสมคือ ระยะที่เมื่อวางมือแล้ว สามารถหมุนพวงมาลัยได้คล่อง ไม่มีการติดขัดหรือมีความรู้สึกว่าต้องเอื้อม ขณะเดียว กัน กล้ามเนื้อบ่าและไหล่ต้องไม่เกร็งเพื่อที่จะถือแขนให้อยู่กับพวงมาลัยนานๆ
6. การปรับระยะพวงมาลัยเข้าใกล้หรือไกล
รถรุ่นใหม่ๆ อาจสามารถปรับระยะใกล้ หรือไกลของพวงมาลัยได้ คือเราสามารถดึงพวงมาลัยเข้าใกล้หรือผลักออกไปไกลได้ การปรับนี้มีข้อดี ที่เมื่อปรับระยะใกล้ ไกล และปรับพนักพิงแล้ว อาจทำให้แขนต้องเอื้อมจับหรือแขนอยู่ชิดพวงมาลัยมากเกินไป การปรับนี้จะช่วยให้เราสามารถจับพวงมาลัยได้ถนัดขึ้น
7. ปรับกระจกส่องข้างและหลัง
จะเป็นการปรับหลังสุด หลังจากปรับส่วนอื่นๆ เสร็จแล้ว โดยยึดหลักการที่ว่า เมื่อนั่งโดยไม่ต้องขยับศีรษะหรือโยกตัวเราสามารถมองเห็นในจุดที่เราต้องการ ได้ หากการมองยังมีจุดบอดแสดงว่าอาจต้องใช่อุปกรณ์ เสริม เช่น ติดกระจกส่องหลังบานใหญ่ขึ้น หรือกระจกโค้ง เพื่อให้เห็นได้ครอบคลุมขึ้น แต่อาจมีผลเรื่องการกะระยะบ้างเพราะภาพจากประจกโค้งจะหลอกตา
เทคนิคที่กล่าวมานั้นควรอยู่ภายใต้ความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย หากปรับให้สบายตัว แต่ไม่ปลอดภัยก็ไม่ถือว่าเป็นการปรับที่ดี ที่สำคัญในการปรับนั้น ควรปรับเมื่อรถอยู่นิ่ง ไม่ควรปรับเมื่อรถวิ่งอยู่ โดยเฉพาะการเลื่อนเบาะและปรับมุมพนักพิง ที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อการขับขี่ได้ค่ะ

5 สิ่ง ที่บุคคลประสบความสำเร็จ ‘จะไม่ทำ’ ในตอนเช้า


5 สิ่ง ที่บุคคลประสบความสำเร็จ ‘จะไม่ทำ’ ในตอนเช้า

5 สิ่ง ที่บุคคลประสบความสำเร็จ ‘จะไม่ทำ’ ในตอนเช้า

นิตยสาร Woman Plus
สนับสนุนเนื้อหา
ทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอน เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเซตอัพจิตใจและร่างกาย เตรียมความพร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสและกระปรี้กระเปร่า ในบางครั้งการกระทำบางอย่าง อาจทำให้คุณลืมไปว่า มันเป็นศัตรูตัวฉกาจในการขัดความสำเร็จในการทำงาน และทำให้สมองเปิดรับไอเดียได้ไม่เต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ผู้หญิงยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ทำมันอีกต่อไป
ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเช็กอีเมลล์เป็นอันดับแรก การเช็กอีเมลล์ก่อนสิ่งใดจะทำให้คุณลืมทำสิ่งสำคัญสิ่งอื่นๆ ที่มีค่ามากกว่าการมานั่งตอบกลับและส่งอีเมลล์ก่อนเวลาเริ่มงานจริง อาทิ ทานอาหารเช้าหรือออกกำลังกายเพื่อสร้างความสดชื่น
กด Snooze เลื่อนเวลาปลุกนาฬิกา มันคือการต่อเวลาออกไป จนคุณตื่นสายและกลายเป็นความเคยชินในการตื่น เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าการกดเลื่อนเวลาในการตื่นออกไปเพียง 10-15 นาที อาจทำให้คุณพลาดสิ่งมีค่าในชีวิตไปก็ได้
ตัดสินใจเลือกชุดในตอนเช้า ทางที่ดีควรเตรียมเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานในวันถัดไป ตั้งแต่ช่วงก่อนเข้านอน เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลากับการเลือกชุดอีกในตอนเช้า
ละเลยอาหารมื้อเช้า เพราะมันสำคัญมาก ลองหาเวลาทานเพียงสักครู่ เลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะการรับประทานอาหารที่เหมาะสมในตอนเช้า ทำให้ได้เปรียบทางจิตใจและการเชื่อมโยงการหน่วยความจำที่ดีขึ้น พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้พร้อมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใส
รีบร้อน ข้อสุดท้ายนี้อาจฟังดูขัดใจใครหลายๆ คน เพราะแน่นอนว่าทุกๆเช้า เราต้องรีบออกจากบ้านเพื่อ ไปทำงานให้ทันเวลา แต่ในความเป็นจริงลองตื่นเช้ากว่าเดิมแล้วค่อยๆ ละเมียดละไมในการใช้ชีวิตเพื่อสร้างแรงบรรดาลใจและความครีเอทีฟในการทำงน ก่อนพร้อมเผชิญปัญหาและแก้ไขงานต่างๆ ได้อย่างกังวล