วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!

ขาหนีบคือส่วนที่อยู่ใกล้กับจุดซ่อนเร้นของเรา หากขาหนีบมีเชื้อราซึ่งเป็นอาการของโรคทางผิวหนัง นับว่าเสี่ยงอย่างมากทีเดียวหากสาวๆ ปล่อยปละละเลยจนก่อให้เกิดเชื้อราขึ้นที่ขาหนีบ เพราะมันเสี่ยงที่เชื้อราจะเจริญเติบโตและลุกลามเล็ดลอดเข้าสู่ภายในช่อง คลอดจนเกิดปัญหาเชื้อราในช่องคลอด รวมถึงทำให้ช่องคลอดอักเสบได้ด้วย เพราะฉะนั้น เรามารับมือรักษาและป้องกันปัญหาเชื้อราในขาหนีบกันเถอะ ก่อนที่จุดซ่อนเร้นของสาวๆ จะมีปัญหาตามมา
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
สาเหตุของการเกิดเชื้อราที่ขาหนีบ
การเกิดเชื้อราขึ้นที่ขาหนีบนั้น มีสาเหตุการเกิดมาจากการติดเชื้อราในกลุ่ม Dermatophyte  ซึ่งเชื้อราชนิดนี้จะทำให้ชั้นผิวหนังกำพร้ากลายเป็นโรคที่มีลักษณะผื่นแดง อักเสบ และยังอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การใช้ผ้าขนหนูหรือเสื้อผ้าร่วมกับผู้ที่เป็นเชื้อรา หรืออาจจะใส่กางเกงที่มีเนื้อผ้าหนาๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน จนทำให้ขาหนีบเกิดความสกปรก อับชื้นบวกกับมีเหงื่อไหลออกมาปะปนกับเชื้อราเหล่านั้นก็จะยิ่งทำให้เชื้อรา เกิดการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังในส่วนขาหนีบเกิดการอักเสบ เป็นผดผื่นแดง และมีอาการคันตามมาในที่สุด
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
วิธีรักษาเชื้อราที่ขึ้นในบริเวณขาหนีบ
เมื่อรู้ตัวว่ามีเชื้อราเกิดขึ้นที่ขาหนีบ สาวๆ ไม่ควรนิ่งนอนใจปล่อยไว้อย่างเด็ดขาด เพราะเชื้อราอาจลุกลามไปยังส่วนสำคัญอย่างจุดซ่อนเร้นซึ่งอาจจะก่อให้เกิด เชื้อราในช่องคลอดตามมาด้วยก็เป็นได้ ฉะนั้น แนะนำให้คุณซื้อยากับเภสัชกรมาทา ซึ่งยาที่ใช้รักษาเชื้อราที่มักขึ้นขาหนีบนั้น ส่วนมากมักเป็นยาประเภท Ketoconazole หรือ Clotrimazole โดยให้คุณนำมาทาบริเวณที่เป็นผดผื่นแดงทุกเช้าเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว หากทำเป็นประจำทุกวัน ประมาณ 2-3 สัปดาห์ อาการเชื้อราที่ขาหนีบก็จะค่อยๆ หายไป
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
แต่หากใครทายาแล้วไม่อาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจรักษาอย่างถูกต้องต่อไปจะดีที่สุด เพราะแพทย์อาจจ่ายยารับประทานและยาทาตัวใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพในการรักษาดี กว่ามาให้นั่นเอง ที่สำคัญควรรักษาอาการดังกล่าวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเมื่ออาการเริ่มทุเลาแล้ว แนะนำให้ยังคงรับประทานยาและทายาต่อไปอีกสักระยะค่ะ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อราหวนกลับมาเป็นซ้ำอีกได้นั่นเอง
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
เชื้อราที่ขาหนีบ ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม!
วิธีป้องกันการเกิดเชื้อราที่ขาหนีบ
แม้ว่าจะรักษาเชื้อราให้หายไปจากขาหนีบได้แล้ว แต่หากยังคงปล่อยให้ขาหนีบสกปรก มีความอับชื้นหรือนุ่งกางเกงซ้ำๆ ก็ย่อมทำให้เชื้อราหวนกลับมาเป็นอีกได้แน่นอน ดังนั้น สาวๆ จึงรับมือป้องกันการเกิดเชื้อราไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก โดยควรหมั่นรักษาความสะอาดของบริเวณขาหนีบหรือจุดซ่อนเร้นอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้เกิดความอับชื้นเด็ดขาด อีกทั้งหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็ควรซับผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นรวมถึงขาหนีบให้ สะอาด้วยผ้าผืนแห้ง และควรนุ่งเสื้อผ้าที่ให้การระบายอากาศได้ดี เนื้อผ้าควรโปร่งเบาสบาย ไม่รัดแน่นมาก และควรหลีกเลี่ยงการสวมกางเกงตัวเดียวซ้ำกันเป็นเวลานานหลายวัน นอกจากนี้แล้ว ควรงดใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า กางเกง ชุดชั้นใน และผ้าขนหนู เป็นต้น
ทราบกันแบบนี้แล้ว จากนี้ก็อย่าปล่อยให้เกิดเชื้อราขึ้นที่ขาหนีบอีกต่อไปเลยนะคะ เพราะขาหนีบมันอยู่ติดกับจุดซ่อนเร้นชนิดเส้นด้ายกั้นก็ว่าได้ หากไม่ดูแลใส่ใจรักษาความสะอาดให้ดีๆ รับรองจุดซ่อนเร้นของสาวๆ ย่อมมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอนค่ะ

ทาแป้งพัฟอย่างไรให้สวยเนียนกริบ ไม่เป็นคราบ

ขั้นตอนการแต่งหน้า ภายหลังจากที่ลงรองพื้นเพื่อปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้นก็คือ การลงแป้งฝุ่นแบบโปร่งแสงเพื่อช่วยซับความมันบนผิวหน้าและช่วยให้รองพื้น เซ็ตตัวได้ดี และตามด้วยการทาแป้งพัฟเพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูนวลเนียน กระจ่างใสได้ตลอดทั้งวัน
และนี่ล่ะคือ ขั้นตอนที่มักจะเป็นปัญหาบ่อยๆ เพราะเมื่อทาแป้งพัฟทีไรก็มักจะเป็นคราบทุกที เพราะฉะนั้นในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทาแป้งพัฟอย่างสวยเป๊ะ ด้วยเทคนิคง่ายๆ กัน
ทาแป้งพัฟอย่างไรให้สวยเนียนกริบ ไม่เป็นคราบ
ทาแป้งพัฟอย่างไรให้สวยเนียนกริบ ไม่เป็นคราบ
เลือกแป้งพัฟให้เหมาะกับการใช้งาน
แป้งพัฟมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทหลักๆ คือ แป้งฝุ่นอัดแข็งหรือที่เรียกว่า Pressed Powder ซึ่งเป็นแป้งพัฟที่ไม่ได้ผสมรองพื้นที่มีเนื้ออัดแน่นจนแข็งบรรจุอยู่ในตลับ และอีกประเภทหนึ่งคือ แป้งพัฟผสมรองพื้น ที่ให้ความเนียนและปกปิดได้ดีกว่าแป้งพัฟชนิดแรก โดยแป้งพัฟแบบไม่ผสมรองพื้น สามารถใช้ทาลงบนผิวภายหลังจากลงรองพื้นเสร็จแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่แป้งพัฟชนิดนี้จะไม่มีสี จึงสามารถใช้ได้กับสีผิวทุกประเภท ส่วนแป้งพัฟผสมรองพื้น เหมาะสำหรับผิวที่ต้องการการปกปิดมากเป็นพิเศษและใช้เพื่อเติมความสวยใสให้ กับใบหน้าในระหว่างวันได้ดี ดังนั้นจึงควรเลือกใช้แป้งพัฟให้เหมาะกับการใช้งานที่สุด
ทาแป้งพัฟอย่างไรให้สวยเนียนกริบ ไม่เป็นคราบ
ทาแป้งพัฟอย่างไรให้สวยเนียนกริบ ไม่เป็นคราบ
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://m.shop.nordstrom.com/
การใช้แปรงสำหรับทาแป้งพัฟ
ถึงแม้ว่าการทาแป้งพัฟนั้น จะนิยมใช้พัฟฟองน้ำที่ติดมากับตลับแป้งมากกว่า แต่การใช้แปรงในการทาแป้งพัฟนั้น สามารถทำให้แป้งกระจายตัวได้ดีและดูเรียบเนียนกว่าเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นลองฉีกกฏเปลี่ยนมาใช้แปรงในการทาแป้งพัฟแทนดูสิ แล้วคุณจะพบว่ามันเริ่ดจริงๆ
ทาแป้งพัฟอย่างไรให้สวยเนียนกริบ ไม่เป็นคราบ
ทาแป้งพัฟอย่างไรให้สวยเนียนกริบ ไม่เป็นคราบ
เลือกใช้แปรงที่ทำจากขนสัตว์
วิธีการทาแป้งพัฟด้วยแปรง ควรเลือกแปรงที่ทำจากขนสัตว์เพื่อช่วยลดการระคายเคืองของผิวและช่วยให้แป้ง กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้แปรงปัดลงบนแป้งพัฟแล้วเคาะออกเบาๆ เพื่อให้แป้งฝุ่นส่วนเกินหลุดออกก่อน แป้งจะได้ไม่ติดหนาเป็นกระจุกและกระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอ จากนั้นเริ่มปัดแป้งลงบริเวณส่วนกลางของใบหน้าไปยังขอบหน้า จากนั้นปัดซ้ำที่บริเวณขอบรูจมูก,ร่องแก้ม และเปลือกตา แค่นี้ก็จะทำให้ใบหน้าดูสวยเพอร์เฟ็กต์ขึ้นแล้ว
ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ กับการทาแป้ง พัฟให้ดูสวยเป๊ะ ไม่เป็นคราบ แค่ทำตามวิธีเหล่านี้ ปัญหาเรื่องการทาแป้งพัฟก็จะหมดไป แถมยังทำให้ใบหน้าดูสวยใส เปล่งประกายได้ตลอดทั้งวัน ทั้งยังช่วยเซ็ตเครื่องสำอางให้ติดทนนานอีกด้วย มีเคล็ดลับดีๆ แบบนี้ สาวๆ ก็อย่าลืมนำไปลองใช้กันดูนะคะ

5 วิธีเพิ่มความเย็นสดชื่นให้กับผิวหน้ารับร้อนนี้

ฤดูร้อนผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าอุณหภูมิจะลดลงง่ายๆ จนอดสงสารผิวที่ต้องเจอทั้งแดด ทั้งอากาศร้อนๆ ไม่ได้ เพราะต้องเสี่ยงกับผิวดำคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยที่อาจเกิดขึ้นก่อนวัย
เพราะ ไม่อยากให้ใครต้องเจอกับปัญหาผิวแบบนี้ ขอนำเสนอเคล็ดลับง่ายๆ ในการเพิ่มความเย็นสดชื่นให้กับผิว ให้เป็นอีกวิธีรับมือกับอากาศฤดูนี้ ทั้งยังช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดเพราะแสงแดดได้อีกด้วย

1.ดื่มน้ำมากกว่าปกติ


เพราะ ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ไม่เฉพาะแค่เวลาอากาศแห้งในฤดูหนาว อากาศร้อนแบบนี้นอกจากจะทำให้ผิวรู้สึกถึงความระอุแล้วยังทำให้ผิวสูญเสีย ความชุ่มชื้นได้เช่นกัน การเตือนตัวเองให้ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วย ให้ผิวสดชื่นขึ้นได้

2.ใช้ครีมกันแดด



ครีมกันแดดเป็นไอเทมที่เรียกว่าเป็น a must ของสาวไทยเลยทีเดียว เพราะบ้านเรา แดดแรงแทบจะตลอดปี และแรงเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อนแบบนี้ แต่จะเลือกใช้ครีมกันแดด นอกจากจะต้องเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF เพียงพอต่อการปกป้องและมีเนื้อบางเบาแล้ว เรายังสามารถเพิ่มความ เย็นให้กับผิวได้ด้วยการเลือกครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิผิว อย่างเช่น Expert White SPF 50 PA++++ จาก BSC ที่มีส่วนผสมสำคัญอย่างหนึ่งคือสารสกัดจากดอก water lily จากฝรั่งเศส ที่ช่วยลดอุณหภูมิผิวได้ถึง 1 องศาเซลเซียส ทำให้ผิวเย็นสดชื่น ไม่แห้งกร้าน

3.มาส์คหน้าให้เป็นกิจวัตร



การ มาส์คหน้าเป็นวิธีการบำรุงผิวอย่างหนึ่งที่สาวๆ ควรทำเป็นระยะอยู่แล้ว แต่สำหรับในหน้าร้อนนี้ ถ้าต้องการมาส์คหน้าเพื่อลดอุณภูมิผิว ควรเลือกมาส์คที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่ช่วยให้ความเย็นสดชื่นกับผิวได้ อย่างเช่นแตงกวา หรือจะทำเองง่ายๆ โดยใช้แตงกวาทั้งผลปั่นละเอียดก่อนจะผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย แล้วนำมาพอกหน้าสักครู่ ก็ช่วยเติมความเย็นสดชื่นให้กับผิวได้เช่นกัน

4.สครับบ์หน้าเป็นประจำ



มาส์ คหน้าแล้วก็อย่าลืมสครับบ์หน้ากันด้วย เพราะฤดูร้อนแบบนี้ เหงื่อออกง่ายกว่าปกติ ทำให้ผิวหน้าเหนียวเหนอะหนะได้ง่ายจนกลายเป็นที่สะสมฝุ่นและสิ่งสกปรกที่เรา มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การสครับบ์หน้าจะช่วยลดการหมักหมมของสิ่งเหล่านี้และขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ให้ผิวหายใจได้อย่างปลอดโปร่งขึ้น ลดความอบอ้าวของผิวลงได้

5.กินผลไม้และที่มีวิตามินซี



อยาก ให้ผิวเย็นสดชื่นจากภายในต้องบำรุงด้วยอาหารการกินด้วย ร้อนนี้อาจเน้นผักผลไม้ให้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผักใบเขียวและผลไม้ที่มีวิตามินซี อย่างสตรอว์เบอร์รี ส้ม เสาวรส กีวี เป็นต้น หรือใส่ฝานเลมอนเป็นแว่นๆ ลงไปในน้ำดื่ม รับรองว่าถ้ากินผลไม้พวกนี้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องจะรู้สึกถึงความเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นต่อผิวได้ เพราะวิตามินซีในผลไม้เหล่านี้จะให้ความสดชื่นกับผิว ทำให้ผิวดูสดใส ลดความร้อนได้จากภายใน
รู้เคล็ดลับง่ายๆ แล้วก็รีบทำให้ผิวเย็นสดชื่นกันก่อนที่จะหมดหน้าร้อนดีกว่า อย่าปล่อยให้ผิวต้องบอบช้ำจากอากาศร้อนกันต่อไปอีกเลย