ปัจจุบันคนส่วนมากนิยมใช้น้ำหอมเพื่อดับกลิ่นไม่พึงประสงค์
แต่บางครั้งน้ำหอมอาจไม่ใช่ทางเลือกที่จะนำ มาดับกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่าง
กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอับจากเหงื่อ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะอาจไปทำ ให้กลิ่นรุนแรงมากยิ่งขึ้น เราจึงควรขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ตั้งแต่ซักผ้าครั้งแรก
กลิ่นเหม็นจากควันบุหรี่
กลิ่นเหม็นจากควันบุหรี่
เป็นกลิ่นที่ขจัดได้ยากเมื่อติดอยู่บนเสื้อผ้า
ต่อให้ซักทำความสะอาดหลายครั้ง กลิ่นก็ยังคงติดอยู่อย่างถาวร
ซึ่งวิธีที่ช่วยในการขจัดกลิ่น คือ นำน้ำเปล่า 1 กะละมัง ผสมเบคกิ้งโซดา
1/2 ถ้วยตวง แล้วนำเสื้อผ้ามาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15นาที
จากนั้นนำไปซักตามปกติ กลิ่นก็จะจางหายไป
กลิ่นเหม็นอับจากคราบเหงื่อ
กลิ่นเหม็นอับจากเหงื่อ
หากหมักหมมไว้นานจะก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือกลิ่นฉุนรุนแรง
วิธีแก้ไขคือ นำเบคกิ้งโซดาผสมน้ำเปล่าเล็กน้อยพอให้เป็นเนื้อครีม
แล้วนำไปป้ายเสื้อผ้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 5นาที
จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเปล่าที่ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2ถ้วยตวง
อีกครั้งและนำไปซักตามปกติ
ขจัดคราบซอสมะเขือเทศด้วยเบคกิ้งโซดา
เมื่อซอส
มะเขือเทศเลอะบนเสื้อผ้าจะทำความสะอาดยาก วิธีแก้ คือ
นำน้ำเปล่าผสมกับเบคกิ้งโซดาคนให้ละลายเข้ากัน
แล้วนำไปทาบริเวณคราบซอสมะเขือเทศ หรือใส่ขวดสเปรย์
แล้วฉีดพ่นลงบนคราบซอสมะเขือเทศให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
จากนั้นนำเสื้อผ้าไปล้างด้วยน้ำเย็นและนำไปซักตามปกติเพียงเท่านี้คราบซอส
มะเขือเทศก็จะหายไป
กลิ่นเหม็นจากสารเคมี
เมื่อเสื้อผ้ามีกลิ่นเหม็นจาก
สารเคมีเช่น กลิ่นก๊าซบางชนิด กลิ่นน้ำมัน หรือกลิ่นเคมีอื่น ๆ
ให้นำเบคกิ้งโซดาเทลงไปในถุงพลาสติกขนาดใหญ่
จากนั้นนำเสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหม็นจากสารเคมีใส่และปิดปากถุงให้แน่น
ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน แล้วนำมาซักตามปกติ
หรือหากไม่มั่นใจให้นำเสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหม็นจากสารเคมีไปแช่กับน้ำเบคกิ้ง
โซดาอีกครั้งก็ได้
วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ใช้ไมโครเวฟให้ปลอดภัย ต้องปรุงอาหารให้ถูกวิธี
ยุคนี้บ้านไหนๆ ก็มี “ไมโครเวฟ”
กันแล้วทั้งนั้น เพราะช่วยให้ชีวิตที่เร่งรีบดูง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
แต่การใช้ไมโครเวฟนั้นก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป
เพราะยังต้องคำนึงถึงภาชนะที่ใช้ใส่อาหารและข้อควรระมัดระวังด้วย
ซึ่งวิธีง่าย ๆ ก็เพียงสังเกตฉลาก สัญลักษณ์รูปไมโครเวฟ และการใช้คำ
Microwave Safe,
Oven Safe, Dishwasher Safe ที่อยู่ด้านข้าง
และไม่ควรใช้ภาชนะที่มีส่วนประกอบของโลหะ เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้
ซึ่งภาชนะที่ใช้กับไมโครเวฟได้มี ดังนี้
ภาชนะที่ทำด้วยแก้ว (Glass) เป็นภาชนะที่นำเข้าไมโครเวฟได้ดีและปลอดภัยที่สุด เพราะแก้วมีทรายเป็นองค์ประกอบหลัก โดยผ่านกระบวนการหลอมในอุณหภูมิที่สูงมาก จะทำให้แก้วโปร่งใสและไม่มีรูพรุน เมื่อนำมาใช้กับไมโครเวฟภาชนะแก้วจึงไม่ดูดซึมน้ำและสารอาหาร หากภาชนะแก้วที่มีคุณภาพดี เนื้อหนา ก็นำมาใส่อาหารแช่เย็นและนำเข้าไมโครเวฟได้ทันที ทั้งนี้ภาชนะแก้วจะต้องไม่ตกแต่งขอบหรือลวดลายด้วยสีทองและสีเงิน
เซรามิก (Ceramic) เป็นภาชนะที่เหมาะจะใช้กับไมโครเวฟได้เป็นอย่างดีและปลอดภัย แต่ต้องเลือกใช้ภาชนะเซรามิกที่มีคุณภาพดี เพราะภาชนะเซรามิกมีอย่หู ลายประเภทมีทั้งที่ทนความร้อนได้สูงจนถึงต่ำ ตามแต่กระบวนการผลิต ทั้งนี้ไม่ควรเลือกใช้ภาชนะเซรามิกที่ตกแต่งลวดลายบนเครือบด้วยสีสันต่าง ๆ เพราะจะทำให้สารตะกั่วและแคดเมียมละลายออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
พลาสติกเมลามีน (Melamine) เป็นภาชนะที่ใช้งานได้กับไมโครเวฟเพียงแค่อุ่นอาหารเท่านั้น และอาหารจะต้องมีความชื้นสูง เช่น แกงส้มก๋วยเตี๋ยว อุ่นในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 2-3 นาทีหากใช้พลาสติกเมลามีนปรุงอาหาร หรือใช้ในอุณหภูมิสูงและนานเกินอาจทำให้พลาสติกเมลามีนแตกและไหม้ได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่ออาหารที่จะรับประทาน ทั้งนี้ต้องดูคุณภาพของพลาสติกเมลามีน
ภาชนะที่ทำด้วยกระดาษ รวมทั้งกระดาษที่เคลือบด้วยแวกซ์ นำมาใช้กับไมโครเวฟได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงภาชนะกระดาษที่มีลวดลายตัวอักษรต่างๆ เพราะความร้อนจะทำให้สารที่อยู่ในตัวหมึกพิมพ์ปนเปื้อนกับอาหาร และควรเลือกใช้ระดับอุณหภูมิให้เหมาะสม

ทดสอบภาชนะใส่อาหารก่อนเข้าไมโครเวฟ : การทดสอบภาชนะที่นำมาใช้ให้มั่นใจอีกครั้งด้วยวีธีง่าย ๆ คือ นำภาชนะเปล่าและแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ 250 มิลลิลิตร โดยวางใกล้ ๆ กันในไมโครเวฟ ใช้ความร้อนสูงสุด ประมาณ 1 นาที จากนั้นตรวจดูภาชนะและแก้วน้ำ หากภาชนะเปล่าร้อนแต่น้ำในแก้วอุ่น ๆ แสดงว่าภาชนะดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟ จึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้กับไมโครเวฟ เพราะจะทำให้อาหารสุกช้า และสิ้นเปลืองพลังงานทั้งนี้ควรเลือกภาชนะที่ทนความร้อน ทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดี
อาหารสุกไม่ทั่ว : การปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟ คือการทำอาหารให้สุกด้วยความร้อนในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงอาจทำให้อาหารสุกไม่ทั่ว ดังนั้นในการปรุงอาหารเราไม่ควรเลือกใช้วัตถุดิบที่มีชิ้นหนา หรือใหญ่จนเกินไป เพราะจะทำให้ความร้อนเข้าไปไม่ถึงตรงกลางของอาหาร นอกจากนี้การจัดอาหารก็ควรจัดให้กระจายห่างกัน ไม่ควรรวมเป็นกระจุกเดียว บางครั้งอาจต้องปรุง 2 รอบเพื่อกลับด้านให้อาหารสุกทั่วกัน แต่หากปริมาณอาหารมีน้อยจนเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อไมโครเวฟ เพราะเมื่ออาหารมีน้อย พื้นที่ในการดูดซับคลื่นไมโครเวฟก็มีน้อยด้วย จึงทำให้คลื่นไมโครเวฟส่วนที่เหลือสะท้อนกลับ ทำให้ไมโครเวฟร้อน และเสียหายได้
ระเบิดน้ำ : การต้มน้ำในไมโครเวฟ อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ เพราะการต้มน้ำในไมโครเวฟเมื่อถึงจุดเดือดจะไม่มีฟองอาการผุดขึ้นมาเพื่อ ช่วยลดความดัน และช่วยลดอุณหภูมิให้อยู่ที่จุดเดือดปกติ จึงทำให้น้ำที่ต้มในไมโครเวฟมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ และเมื่อถูกรบกวน เช่น นำภาชนะออกมาจากเตา ใส่กาแฟ หรือถุงชาลงไป อาการน้ำเดือดก็จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หรือที่เรียกว่า “ระเบิดน้ำ” แต่หากต้องการต้มน้ำในไมโครเวฟควรใส่แท่งไม้สำหรับคนกาแฟหรือถุงชา ลงไปด้วยเพื่อกระจายพลังงาน หรือต้มน้ำไม่เกิน 2 นาที และหลังจากต้มเสร็จแล้วควรรอประมาณ 30 วินาที ก่อนนำออกจากไมโครเวฟ หรือก่อนใส่อะไรลงไปในน้ำร้อน
ฟอยล์ห่ออาหาร : ในปัจจุบันฟอยล์ห่ออาหารมักทำมาจากอะลูมิเนียมบาง ๆ เมื่อนำเข้าไมโครเวฟจึงทำให้ลุกไหม้ได้ง่าย ดังนั้นก่อนนำอาหารเข้าไมโครเวฟทุกครั้งควรนำฟอยล์ที่ห่อหุ้มอาหารอยู่ออก ให้หมดเสียก่อน จึงนำเข้าไมโครเวฟ
ภาชนะที่ทำด้วยแก้ว (Glass) เป็นภาชนะที่นำเข้าไมโครเวฟได้ดีและปลอดภัยที่สุด เพราะแก้วมีทรายเป็นองค์ประกอบหลัก โดยผ่านกระบวนการหลอมในอุณหภูมิที่สูงมาก จะทำให้แก้วโปร่งใสและไม่มีรูพรุน เมื่อนำมาใช้กับไมโครเวฟภาชนะแก้วจึงไม่ดูดซึมน้ำและสารอาหาร หากภาชนะแก้วที่มีคุณภาพดี เนื้อหนา ก็นำมาใส่อาหารแช่เย็นและนำเข้าไมโครเวฟได้ทันที ทั้งนี้ภาชนะแก้วจะต้องไม่ตกแต่งขอบหรือลวดลายด้วยสีทองและสีเงิน
เซรามิก (Ceramic) เป็นภาชนะที่เหมาะจะใช้กับไมโครเวฟได้เป็นอย่างดีและปลอดภัย แต่ต้องเลือกใช้ภาชนะเซรามิกที่มีคุณภาพดี เพราะภาชนะเซรามิกมีอย่หู ลายประเภทมีทั้งที่ทนความร้อนได้สูงจนถึงต่ำ ตามแต่กระบวนการผลิต ทั้งนี้ไม่ควรเลือกใช้ภาชนะเซรามิกที่ตกแต่งลวดลายบนเครือบด้วยสีสันต่าง ๆ เพราะจะทำให้สารตะกั่วและแคดเมียมละลายออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
พลาสติกเมลามีน (Melamine) เป็นภาชนะที่ใช้งานได้กับไมโครเวฟเพียงแค่อุ่นอาหารเท่านั้น และอาหารจะต้องมีความชื้นสูง เช่น แกงส้มก๋วยเตี๋ยว อุ่นในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 2-3 นาทีหากใช้พลาสติกเมลามีนปรุงอาหาร หรือใช้ในอุณหภูมิสูงและนานเกินอาจทำให้พลาสติกเมลามีนแตกและไหม้ได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่ออาหารที่จะรับประทาน ทั้งนี้ต้องดูคุณภาพของพลาสติกเมลามีน
ภาชนะที่ทำด้วยกระดาษ รวมทั้งกระดาษที่เคลือบด้วยแวกซ์ นำมาใช้กับไมโครเวฟได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงภาชนะกระดาษที่มีลวดลายตัวอักษรต่างๆ เพราะความร้อนจะทำให้สารที่อยู่ในตัวหมึกพิมพ์ปนเปื้อนกับอาหาร และควรเลือกใช้ระดับอุณหภูมิให้เหมาะสม
ทดสอบภาชนะใส่อาหารก่อนเข้าไมโครเวฟ : การทดสอบภาชนะที่นำมาใช้ให้มั่นใจอีกครั้งด้วยวีธีง่าย ๆ คือ นำภาชนะเปล่าและแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ 250 มิลลิลิตร โดยวางใกล้ ๆ กันในไมโครเวฟ ใช้ความร้อนสูงสุด ประมาณ 1 นาที จากนั้นตรวจดูภาชนะและแก้วน้ำ หากภาชนะเปล่าร้อนแต่น้ำในแก้วอุ่น ๆ แสดงว่าภาชนะดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟ จึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้กับไมโครเวฟ เพราะจะทำให้อาหารสุกช้า และสิ้นเปลืองพลังงานทั้งนี้ควรเลือกภาชนะที่ทนความร้อน ทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดี
อาหารสุกไม่ทั่ว : การปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟ คือการทำอาหารให้สุกด้วยความร้อนในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงอาจทำให้อาหารสุกไม่ทั่ว ดังนั้นในการปรุงอาหารเราไม่ควรเลือกใช้วัตถุดิบที่มีชิ้นหนา หรือใหญ่จนเกินไป เพราะจะทำให้ความร้อนเข้าไปไม่ถึงตรงกลางของอาหาร นอกจากนี้การจัดอาหารก็ควรจัดให้กระจายห่างกัน ไม่ควรรวมเป็นกระจุกเดียว บางครั้งอาจต้องปรุง 2 รอบเพื่อกลับด้านให้อาหารสุกทั่วกัน แต่หากปริมาณอาหารมีน้อยจนเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อไมโครเวฟ เพราะเมื่ออาหารมีน้อย พื้นที่ในการดูดซับคลื่นไมโครเวฟก็มีน้อยด้วย จึงทำให้คลื่นไมโครเวฟส่วนที่เหลือสะท้อนกลับ ทำให้ไมโครเวฟร้อน และเสียหายได้
ระเบิดน้ำ : การต้มน้ำในไมโครเวฟ อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ เพราะการต้มน้ำในไมโครเวฟเมื่อถึงจุดเดือดจะไม่มีฟองอาการผุดขึ้นมาเพื่อ ช่วยลดความดัน และช่วยลดอุณหภูมิให้อยู่ที่จุดเดือดปกติ จึงทำให้น้ำที่ต้มในไมโครเวฟมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ และเมื่อถูกรบกวน เช่น นำภาชนะออกมาจากเตา ใส่กาแฟ หรือถุงชาลงไป อาการน้ำเดือดก็จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หรือที่เรียกว่า “ระเบิดน้ำ” แต่หากต้องการต้มน้ำในไมโครเวฟควรใส่แท่งไม้สำหรับคนกาแฟหรือถุงชา ลงไปด้วยเพื่อกระจายพลังงาน หรือต้มน้ำไม่เกิน 2 นาที และหลังจากต้มเสร็จแล้วควรรอประมาณ 30 วินาที ก่อนนำออกจากไมโครเวฟ หรือก่อนใส่อะไรลงไปในน้ำร้อน
ฟอยล์ห่ออาหาร : ในปัจจุบันฟอยล์ห่ออาหารมักทำมาจากอะลูมิเนียมบาง ๆ เมื่อนำเข้าไมโครเวฟจึงทำให้ลุกไหม้ได้ง่าย ดังนั้นก่อนนำอาหารเข้าไมโครเวฟทุกครั้งควรนำฟอยล์ที่ห่อหุ้มอาหารอยู่ออก ให้หมดเสียก่อน จึงนำเข้าไมโครเวฟ
วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
DIY ไอเดียเก๋ เปลี่่ยนเสื้อผ้าเก่าให้ดูสดใส
ช่วงนี้งานแฮนด์เมด งานไอเดีย งานชิ้นเดียวในโลกต้องมา! ที่ต้องพูดแบบนี้ก็เพราะว่า วันนี้ มีไอเดีย DIY เก๋ๆ ที่จะมาเนรมิตเสื้อสเวตเตอร์สีขาวธรรมดาให้เป็นสีพาสเทลสดใส ใส่ตอนรับลมหนาวที่กำลังจะถึงนี้
อุปกรณ์ที่ต้องมี
เสื้อกันหนาวสีขาว
สีอะคริลิค ที่ใช้สำหรับการเพ้นท์เสื้อผ้าได้
พู่กัน
จานรองสี
ถ้วยใส่น้ำเปล่า
ฟองน้ำ

ขั้นตอนการทำ
ใส่กระดาษแข็งไว้ด้านใน เพื่อปกป้องไม่ให้สีซึมจากด้านหน้าไปด้านหลัง
นำฟองน้ำชุบน้ำ มาทำลายให้เสือ ต้องการจะใส่สีตรงไหนก็น้ำฟองน้ำไปกดทับ
เพื่อให้สีไม่กระจายไปทั้งตัว (ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ พอนะคะ)
เมื่อได้ส่วนที่ต้องการจะใส่สีแล้ว เลือกสีที่ชอบ ถ้าจะให้ได้สีพาสเทลดังรูป ควรใช้สีฟ้า ชมพู สีม่วง แต่งเติมสีสันได้ตามสไตล์ของตัวเอง
นำกระดาษแข็งที่รองไว้ด้านในออก ตากเสื้อในที่มีลมโกรดให้แห้ง เสร็จแล้วก็สวยพร้อมใส่ เหมือนได้เสื้อตัวใหม่แล้วค่ะ
Tip
ไม่ให้สีเพ้นท์ซีดจาง ไม่ควรซักบ่อย
การแขวนเสื้อผ้าจะช่วยป้องกันไม่ให้สีแตกมากกว่าการพับ เว้นแต่ว่าคุณเพ้นท์ลายในส่วนข้อพับต่างๆ สีตรงส่วนนั้นอาจจะหลุดได้ค่ะ
คุณสามารถซักเสื้อผ้าที่เพ้นท์ได้ตามปกติ แนะนำให้ซักมือจะดีกว่าปั่นเครื่องค่ะ
สุดท้าย ห้ามรีบผ้าทับลายที่เพ้นท์โดดเด็ดขาด เมื่อสีโดนความร้อนอาจจะทำให้ละลายเลอะไม่สวยงามเหมือนเดิมได้นะคะ
ขอบคุณภาพประกอบ : http://pinterest.com/
อุปกรณ์ที่ต้องมี
เสื้อกันหนาวสีขาว
สีอะคริลิค ที่ใช้สำหรับการเพ้นท์เสื้อผ้าได้
พู่กัน
จานรองสี
ถ้วยใส่น้ำเปล่า
ฟองน้ำ
ขั้นตอนการทำ
ใส่กระดาษแข็งไว้ด้านใน เพื่อปกป้องไม่ให้สีซึมจากด้านหน้าไปด้านหลัง
นำฟองน้ำชุบน้ำ มาทำลายให้เสือ ต้องการจะใส่สีตรงไหนก็น้ำฟองน้ำไปกดทับ
เพื่อให้สีไม่กระจายไปทั้งตัว (ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ พอนะคะ)
เมื่อได้ส่วนที่ต้องการจะใส่สีแล้ว เลือกสีที่ชอบ ถ้าจะให้ได้สีพาสเทลดังรูป ควรใช้สีฟ้า ชมพู สีม่วง แต่งเติมสีสันได้ตามสไตล์ของตัวเอง
นำกระดาษแข็งที่รองไว้ด้านในออก ตากเสื้อในที่มีลมโกรดให้แห้ง เสร็จแล้วก็สวยพร้อมใส่ เหมือนได้เสื้อตัวใหม่แล้วค่ะ
Tip
ไม่ให้สีเพ้นท์ซีดจาง ไม่ควรซักบ่อย
การแขวนเสื้อผ้าจะช่วยป้องกันไม่ให้สีแตกมากกว่าการพับ เว้นแต่ว่าคุณเพ้นท์ลายในส่วนข้อพับต่างๆ สีตรงส่วนนั้นอาจจะหลุดได้ค่ะ
คุณสามารถซักเสื้อผ้าที่เพ้นท์ได้ตามปกติ แนะนำให้ซักมือจะดีกว่าปั่นเครื่องค่ะ
สุดท้าย ห้ามรีบผ้าทับลายที่เพ้นท์โดดเด็ดขาด เมื่อสีโดนความร้อนอาจจะทำให้ละลายเลอะไม่สวยงามเหมือนเดิมได้นะคะ
ขอบคุณภาพประกอบ : http://pinterest.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)