วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เคล็ดลับความอ่อนวัย เจ้าของฉายาแม่มดพันปี! อายุ 50 ลูก 2 หลาน 1 ยังสวยเป๊ะ

เคล็ดลับความอ่อนวัย เจ้าของฉายาแม่มดพันปี! อายุ 50 ลูก 2 หลาน 1 ยังสวยเป๊ะ

เคล็ดลับความอ่อนวัย เจ้าของฉายาแม่มดพันปี! อายุ 50 ลูก 2 หลาน 1 ยังสวยเป๊ะ

   ผู้หญิงอยาก จะสวย ผอม หุ่นดี แค่พูดอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ต้องเริ่มมีวินัย ลงมือทำด้วยค่ะ นี่คือหลักปฏิบัติของสาวคนนี้ ที่ถ้าดูผ่านๆ นึกว่าอายุ 30 ต้นๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะอายุ 50 ปีแล้ว มีลูก จนลูกมีหลานให้แล้วด้วย!!! แต่สิ่งที่เราได้เห็นกัน คือเธอยังสวย หุ่นดี เซี๊ยะ จนสาวๆ อย่างเรายังอายเลยล่ะ

   เธอคนนี้มีชื่อว่า นางฉิน อายุ 50 ปี มีลูกมาแล้ว 2 คน หลานตัวน้อยอีก 1 คน นางฉิน คุณยายยังสาว ได้บอกเคล็ดลับความงามของเธอว่า ในทุกเช้าๆ จะทาครีมบำรุงผิวหน้า ทานอาหารแค่ครึ่งเดียวในแต่ละมื้อ 



   ส่วนในแต่ล่ะมื้อนั้น เธอจะแบ่งอาหารเป็นประเภทที่เหมาะสม โดยใน
มื้อเช้า เธอจะทานผักบุ้ง + เห็ดหูหนูขาว
กลางวัน จะทานผัก + เนื้อสัตว์
และมื้อเย็น จะเลือกทานผัก + ข้าวโพด 1 ฝักและดื่มไวน์แดงทุกเย็นค่ะ




  เซี๊ยะจริงๆ ค่ะสาวๆ ขาสวยมากๆ หุ่นดี๊ดี เห็นแบบนี้แล้วต้องเริ่มทำอย่างจริงจังแล้วล่ะ จะได้มีหุ่นที่สวย แซบเป็นแม่มดพันปีตลอดกาลกับเขาบ้าง อิอิ ^,^

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

5 ผลไม้ช่วยให้ผิวสวยใส

  ใครๆ ก็อยากมีผิวขาว สวย กระจ่างใสทั้งนั้นแหละเน๊าะ ครั้งจะกินแต่วิตามินอย่างเดียวคงไม่ดีแน่ วันนี้ มีผลไม้ที่จะช่วยให้ผิวสวย จากภายในสู่ภายนอกมาฝากสาวๆ กัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันค่ะ
 ขอบคุณภาพประกอบ : https://www.flickr.com/
กล้วย
   นอกจากกล้วยจะเป็นอาหารที่ช่วยให้อยู่ท้องแล้ว ยังเต็มไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ครบถ้วนในหนึ่งใบจริงๆ ค่ะ
แตงโม
   แตงโมนั้นถือเป็นผลไม้ที่หากินได้ง่ายค่ะ ช่วยริ้วรอยต่างๆ และปรับให้ผิวสว่างใสอีกด้วย
แอปเปิ้ล
  ไม่ว่าจะแอปเปิ้ลสีเขียว สีแดง ล้วนมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่ด้วยค่ะ ช่วยทำให้อิ่มท้อง ลดริ้วรอย และมีส่วนช่วยทำให้ผิวเปล่งปลั่งอีกด้วย
มะพร้าว
  เคยได้ยินไหมคะ ว่าการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันนั้นดีต่อส่วนต่างๆ ในร่างกายผู้หญิงอย่างเรานะ เพราะในน้ำมะพร้าวมีวิตามิน เกลือแร่ ทานแล้วสดชื่น ช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วยค่ะ
   รู้แบบนี้แล้ว อย่ารอช้า อย่ามีผิวสวยง่ายๆ แค่เรารู้จักเลือกรับประทานนะคะ ^^

“โสดเข้าไส้” ก็เป็นสุขได้เหมือนกัน!

ผลงานวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ "จิตวิทยาสังคมและศาสตร์แห่งบุคลิกภาพ" เมื่อเร็วๆ นี้ เปิดเผยข้อเท็จจริงว่า แม้สังคมสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีซึ่งสามารถเชื่อมโยงมนุษย์เราเข้า ด้วยกันและสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกันได้มากกว่าทุกยุคทุกสมัยก็ตามที ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง

นอกจากนั้น งานวิจัยดังกล่าวยังแสดงด้วยว่า ไม่ว่าขนบธรรมเนียมในสังคมหรือความคาดหวังทางวัฒนธรรมจะผลักดันไปสู่การมี ชีวิตคู่ แต่ผู้ที่ใช้ชีวิตโสดบางส่วนก็มีความสุขโดยสมบูรณ์อยู่กับการใช้ชีวิตโดดเดี่ยว ไม่ได้หดหู่หรือเศร้าซึมกดดันแต่อย่างใด
งานวิจัยดังกล่าวเป็นผลการศึกษาวิจัยของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ นำโดย ยูธิกา เกอร์เม นักศึกษาปริญญาเอกด้านจิตวิทยา สำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวนิวซีแลนด์มากกว่า 4,000 คน อายุระหว่าง 18-94 ปี โดย 1 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่า "เป็นโสด" ในขณะที่ผู้ที่มีชีวิตคู่ในการสำรวจนั้นใช้ชีวิตคู่มาต่อเนื่องโดยเฉลี่ย 22 ปี
ผลการสำรวจพบว่า ผู้ที่เป็นโสดและมีทัศนคติในเชิงหลีกเลี่ยงที่จะทำตามเป้าหมายตามขนบ ธรรมเนียมของสังคมสูง หรือคนที่มีความคิดปฏิเสธการใช้ชีวิตคู่สูงและชัดเจน เพราะไม่ต้องการเปิดปัญหาขัดแย้งหรือเผชิญกับสถานการณ์ที่สร้างความกระวน กระวาย หงุดหงิดใจ เป็นกลุ่มคนที่มีความสุขในการใช้ชีวิตมากพอๆ กับคนที่ใช้ชีวิตคู่เหมือนกัน
ผลวิจัยเชิงสังเกตการณ์ดังกล่าวนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ ในวารสารบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม เมื่อปี 2013 ที่พบว่า ใครก็ตามที่มีความกลัวอย่างแรงกล้าต่อการมีชีวิตโสด มักลงเอยด้วยการมีชีวิตคู่ที่ปราศจากความสุข สืบเนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีแนวโน้มให้ความสำคัญต่อสถานะการมีชีวิตคู่ มากกว่าการให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการใช้ชีวิตคู่
แต่ที่น่าสนใจก็คือ คนที่กลัวการเป็นโสดมากๆ แต่ยังต้องใช้ชีวิตเป็นโสดอยู่ กลับมีปัญหากดดันน้อยกว่าคนที่ใช้ชีวิตคู่กับคู่แต่งงานที่ไม่มีความพึงพอใจ แต่ต้องอยู่ด้วยกันเพราะต้องการใช้ชีวิตคู่
ในงานสำรวจทั้งสองชิ้นในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีสัดส่วนของผู้ที่คาดหวังว่าสักวันหนึ่งตนเองจะรู้สึกกลัวต่อการเป็นโสด หรือรู้สึกอยู่แล้วในเวลาของการสำรวจอยู่ระหว่าง 15-20 เปอร์เซ็นต์
ผลงานวิจัยเมื่อปี 2013 ยังแสดงให้เห็นข้อมูลเชิงจิตวิทยาที่น่าสนใจด้วยว่า ทั้งกลุ่มคนที่ตัดสินใจอยู่เป็นโสด และกลุ่มคนที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ ต่างเชื่อว่าหนทางที่ตนเลือกนั้นถูกต้องแล้ว และเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
นักวิชาการด้านจิตวิทยาตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า แนวความคิดที่ว่าทางที่ตนเลือกนั้นถูกต้องที่สุดที่ทุกคนควรทำตามนั้น เกิดขึ้นจากกลไกทางจิตวิทยาของคนเราที่สร้างความเชื่อดังกล่าวขึ้นมาเพื่อ ใช้เป็นเครื่องมือในการรับมือกับอะไรก็ตามที่ไม่น่าพึงพอใจที่เกิดขึ้นในรูป แบบการใช้ชีวิตของตนเองหรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า เราใช้ความเชื่อดังกล่าวปลอบใจตัวเองว่า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย สิ่งนี้ก็ดีที่สุดสำหรับเราแล้วนั่นเอง